• 21 กุมภาพันธ์ 2017 at 11:00
  • 382
  • 0
อุตฯเหล็กไทยโฉมใหม่...ต้องยั่งยืน

นอกเหนือจากการผลักดันโครงการเหล็กต้นน้ำที่เป็นมหากาพย์เรื่องยาวยังไม่เห็นตอนจบ ด้วยเหตุผลการศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดตั้งโครงการดังกล่าวทั้งในพื้นที่ อ.ระโนด จ. สงขลา และ อ.แหลมสิงห์ จ.จันทบุรี รวมถึงพื้นที่อื่นๆ อาทิ ปัตตานี และการลงทุนในประเทศเพื่อนบ้าน แม้จะเสร็จสิ้นแล้ว แต่ก็ถูกดองอยู่ที่คณะกรรมการพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งชาติ (กอช.) โดยไม่มีการประชุมเพื่อพิจารณาเรื่องนี้ จนกระทั่งหมดสมัยของ "รัฐบาลมาร์ค" ไปเรียบร้อย  


แต่สถาบันเหล็กและเหล็กกล้าแห่งประเทศไทยก็ยังคงมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาอุตสาหกรรมเหล็กให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างยั่งยืนภายใต้แผนโรดแมปปี 2554-2555 ที่มุ่งเน้นให้อุตสาหกรรมเหล็กไทยมีการใช้กำลังการผลิตอย่างเหมาะสม อยู่ร่วมกับชุมชนได้ พร้อมทั้งตอบสนองความต้องการของอุตสาหกรรมปลายน้ำในด้านราคา คุณภาพ และการจัดส่งสินค้า โอกาสนี้ "วิกรม วัชระคุปต์" ผู้อำนวยการสถาบันเหล็กและเหล็กกล้าแห่งประเทศไทย ได้ให้สัมภาษณ์พิเศษถึงแนวทางการพัฒนาอุตสาหกรรมเหล็กนับจากนี้

 ***  เหล็กยังโตแต่ไทยเจอปัจจัยลบ 

 
วิกรม วัชระคุปต์ เริ่มต้นด้วยการให้ภาพรวมของแวดวงเหล็กของโลกในปีนี้ว่า กำลังการผลิตเหล็กจะฟื้นตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง และเอเชียจะเป็นตัวหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยเฉพาะอินเดีย และสาธารณรัฐประชาชนจีนที่มีความต้องการใช้เหล็กสูงมาก ส่วนในกลุ่มประเทศอาเซียนนั้น ประเทศที่มาแรงคืออินโดนีเซีย เพราะมีพลเมืองสูงถึง 230 ล้านคน แต่มีอัตราการบริโภคเหล็กเพียง 30 กิโลกรัมต่อคนต่อปีเท่านั้น ทั้งนี้ประเมินว่า ในอีก 5 ปีการบริโภคเหล็กของอาเซียนจะอยู่ที่ 73 ล้านตัน โดยส่วนใหญ่จะเป็นการเติบโตในอุตสาหกรรมก่อสร้าง รองลงมาคืออุตสาหกรรมยานยนต์ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และบรรจุภัณฑ์  

ขณะที่ประเทศไทยก็มีการเติบโตของอุตสาหกรรมเหล็กเช่นกัน แต่เนื่องจากในช่วงครึ่งปีแรก อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยได้รับผลกระทบจากการที่ญี่ปุ่นประสบภัยสึนามิทำให้ขาดแคลนชิ้นส่วนในการผลิต จึงมีการปรับลดกำลังการผลิตรถยนต์ลงจากเป้าเดิมตั้งไว้ที่ 1.8 ล้านคัน ลดลงมาใกล้เคียงกับยอดผลิตในปี 2553 ที่ 1.67 ล้านคัน ส่งผลให้การประมาณการการบริโภคเหล็กของไทยในปี 2554 อาจต้องปรับลดจาก 15 ล้านตัน กลับมาอยู่ที่ระดับ 14 ล้านตัน เพราะนอกจากอุตสาหกรรมยานยนต์จะได้รับผลกระทบแล้ว อุตสาหกรรมก่อสร้างที่ดูเหมือนว่าจะมีทิศทางการเติบโตที่ดี แต่กลับไม่หวือหวาเท่าที่ควร


*** เทียบจีนนโยบายชัด

เมื่อมองถึงการพัฒนาอุตสาหกรรมเหล็กในประเทศมหาอำนาจอย่างจีน วิกรม ชี้ว่า รัฐบาลจีนมีการกำหนดนโยบายในการพัฒนาอุตสาหกรรมที่ชัดเจนมาก ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 ( 2554-2558) จีนได้ตั้งเป้าด้านสิ่งแวดล้อมที่สำคัญ อาทิ การประหยัดพลังงานให้ได้ 16% ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลง 17% ลดก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ 8% เป็นต้น ทั้งยังระบุชัดเจนว่า ในกลุ่มเหล็กและปิโตรเคมีจะไม่มีการขยายกำลังการผลิตแต่จะเน้นปรับปรุงให้มีประสิทธิภาพและลดมลพิษ มีการวางแนวทางที่จะปิดโรงงานเหล็กขนาดเล็กหรือควบรวมกิจการเพื่อลดปัญหามลพิษ ขณะที่กลุ่มอุตสาหกรรมเบาและสิ่งทอจะพัฒนาให้มีศักยภาพสูงขึ้น ส่วนอุตสาหกรรมยานยนต์นั้นจะขยายการผลิตเพิ่มขึ้น


"การมีนโยบายในการพัฒนาอุตสาหกรรมที่ชัดเจน ผู้ประกอบการในภาคอุตสาหกรรมก็จะรู้ว่าต้องทำอะไร อุตสาหกรรมเหล็กจีนก็จะต้องตั้งเป้าเรื่องการลดมลพิษ ต้องควบรวมกิจการอย่างไร รู้ว่าโรงงานประเภทไหนต้องปิดทิ้ง แต่ขณะนี้ประเทศไทยยังไม่มีความชัดเจนเรื่องนโยบายเท่าที่ควร"


*** เหล็กไทยโฉมใหม่ต้องยั่งยืน

สำหรับแนวทางการพัฒนาอุตสาหกรรมเหล็กก้าวต่อไปนั้น ในมุมของสถาบันเหล็กฯ เรื่องที่ต้องมุ่งเน้น คือ การลดต้นทุนและดูแลสิ่งแวดล้อม การจะทำอะไรก็แล้วแต่ต้องคำนึงถึงผลกระทบสิ่งแวดล้อม สถาบันเหล็กฯ ได้เน้นที่การลดต้นทุนพลังงานและน้ำ เพราะเป็นต้นทุนหลักในกระบวนการผลิตของอุตสาหกรรมเหล็กและก่อให้เกิดมลพิษ หากมีการลดใช้พลังงาน มีระบบการจัดการน้ำที่มีประสิทธิภาพ ก็จะมีน้ำทิ้งน้อยลง บริษัทก็จะลดต้นทุนและชาวบ้านได้ประโยชน์เรื่องสิ่งแวดล้อมที่ดีขึ้น


ขณะเดียวกันผู้ประกอบการต้องมีการพัฒนาด้านการตลาดและผลิตภัณฑ์ด้วย โดยปัจจุบันโครงสร้างอุตสาหกรรมเหล็กไทยเป็นการผลิตเพื่อป้อนให้อุตสาหกรรมก่อสร้างเป็นหลัก แต่ปัญหาของกลุ่มนี้คือซื้อขายแบบยิ่งถูกยิ่งดี สู้กันเรื่องของราคา มีปัญหาเรื่องเหล็กไม่ได้มาตรฐาน ดังนั้น ผู้ประกอบการเหล็กยุคใหม่จึงควรมีบริการเสริม เช่น ใช้ซอฟต์แวร์มาคำนวณการใช้เหล็กให้เหมาะสมเกิดประโยชน์สูงสุด เอาความรู้ทางวิศวกรรมเข้าไปใส่ เป็นการทำงานด้านตลาด พัฒนาบริการอันจะนำไปสู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์


ปิดท้ายด้วยโปรเจ็กต์ที่สถาบันเหล็กฯ บรรจงปั้นเพื่อเป็นบทพิสูจน์ของ "ธุรกิจเพื่อสังคม" วิกรม เล่าถึงโครงการศูนย์เครื่องจักรกลการเกษตรที่กำลังขับเคลื่อนในพื้นที่ อ.ระโนด จ.สงขลา และ จ.พัทลุง ว่า ในปีนี้คงได้เห็นผลสำเร็จเป็นโครงการนำร่องได้ 1 ศูนย์ ทั้งนี้ ศูนย์เครื่องจักรกลการเกษตรมีเจตนาที่จะช่วยให้เกษตรกรผลิตข้าวได้อย่างครบวงจรและลดปัญหาการขาดแคลนแรงงานภาคเกษตร


"การพัฒนาศูนย์เครื่องจักรกลการเกษตรอาจถูกมองว่าเป็นส่วนหนึ่งของการผลักดันเหล็กต้นน้ำ แต่ ความจริงสถาบันเหล็กฯ พัฒนาเรื่องนี้มาหลายปีแล้ว เมื่อเราทำการศึกษาเรื่องเหล็กต้นน้ำ พบว่าชาวบ้านในพื้นที่ส่วนใหญ่ทำการเกษตร นำไปสู่ความคิดที่จะยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรให้ดีขึ้น จึงลองนำศูนย์เครื่องจักรกลการเกษตรไปวางว่าใช้ได้หรือไม่ ชาวบ้านจะสนใจแค่ไหน ประเด็นหนึ่งคือคนมองว่าเรามีวาระซ่อนเร้น ก็คุยไม่ง่าย แต่ไม่ได้เป็นโครงการนำร่องเพื่อเอาโครงการเหล็กต้นน้ำไปวางแน่นอน"


ทั้งนี้ ลักษณะของศูนย์เครื่องจักรกลการเกษตร ในเชิงพื้นที่ที่จะใช้เครื่องจักรได้เต็มศักยภาพคือ 1,500-2,000 ไร่ หรือมีชาวนาเข้าร่วมโครงการประมาณ 100 ครอบครัว ใช้วงเงินลงทุนประมาณ 47-50 ล้านบาทต่อศูนย์   เป็นธุรกิจเพื่อชุมชนที่มีผลตอบแทน   การคิดค่าบริการต่างๆ   ในอัตราที่ชาวนาสามารถจ่ายได้ และชาวนาก็จะได้กำไรจากผลผลิตที่ดีขึ้น ใช้ระยะเวลาคืนทุนประมาณ 7 ปี


อย่างไรก็ตาม ยังมีประเด็นต้องหาข้อสรุปคือ จะรวบรวมคนมาเข้าเป็นสมาชิกให้ได้พื้นที่ 1,500-2,000 ไร่ได้อย่างไร และจะบริหารจัดการกลุ่มชาวนาจำนวนมากอย่างไร ส่วนเครื่องจักรนั้นมีบริษัทเอกชนที่พร้อมให้การสนับสนุนคือ คูโบต้า สนับสนุนเครื่องจักรกลการเกษตร สยามสตีลให้การสนับสนุนเรื่องไซโล ส่วนซีพีให้การสนับสนุนเรื่องโรงสี โรงไฟฟ้า และกำลังหารือว่าเมื่อผลิตออกมาเป็นข้าวสารแล้ว ใครจะรับซื้อ ในหลักการซีพีอาจรับซื้อได้ แต่ถ้ารับซื้อแล้วราคาประกันจะเป็นเท่าไร หากดำเนินการสำเร็จในพื้นที่ภาคใต้ ก็จะมีการขยายโครงการไปยังพื้นที่อื่นๆ ต่อไป